• Admin

รังสี UV ภัยเงียบใกล้ตัว ที่มาพร้อมกับแสงแดด

ทำร้ายทั้งรถทำร้ายทั้งคุณ รู้แล้วต้องรีบป้องกัน

ประเทศไทยเป็นเมืองร้อน แทบจะมีแดดจัดตลอดทั้งปี สิ่งหนึ่งที่มากับแสงแดดคือ รังสี UV หรือ รังสีอัลตราไวโอเลต รังสียูวีเป็นเรื่องใกล้ตัว ยังถือเป็นมหันตภัยเงียบ อันตรายต่อผิวหนังและดวงตา ในระยะยาวเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง ดวงตา เสี่ยงเป็นต้อกระจก


รังสี UV คืออะไร?

UV หรือ Ultraviolet เป็นรังสีที่แผ่ออกมาจากดวงอาทิตย์ ไม่ใช่ความร้อนหรือแสงแดด ต่อให้ไม่เห็นแสงแดด เราก็อาจโดน UV ทำร้ายได้ ทำให้ผิวของเราแสบไหม้ นำไปสู่โรคมะเร็งผิวหนังได้ด้วย รังสี UV แบ่งออกเป็น 3 ชนิดหลักๆ คือ


UVA : มีส่วนในการทำลาย DNA ของเซลล์ผิวหนัง ก่อให้เกิดผลเสียระยะยาว เช่น รอยผิวหนังเหี่ยวย่น รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งผิวหนัง และต้อกระจกตาอีกด้วย


UVB : เป็นสาเหตุหลักของผิวไหม้จากแสงแดด และทำลาย DNA ของเซลล์ผิวหนัง ก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังหลายชนิด


UVC : เป็นแสงที่ถูกกรองโดยชั้นโอโซนในบรรยากาศ จะไม่ลงมาถึงพื้นผิวโลก


UVA ยังแบ่งย่อยตามความยาวคลื่นแสง ออกเป็น UVA1 และ UVA2 ซึ่ง UVA นั้นทะลุผิวได้ลึกกว่า UVB และสามารถทะลุผ่านก้อนเมฆ กระจกอาคาร และรถยนต์ได้อีกด้วย ถึงแม้จะมีเมฆ ก็ไม่ได้แปลว่าภัยอันตรายของแสงแดดจะลดน้อยลง



ความรุนแรงของรังสี UV

รังสี UV หรือ รังสีอัลตราไวโอเลต มีดัชนีความรุนแรงอยู่ 5 ระดับด้วยกันคือ


ระดับ 1 สีเขียว (0-2) Low : ความรุนแรงต่ำ มีผลกระทบน้อยต่อผิวหนัง แต่หากเป็นคนที่ผิวไหม้แดดง่าย สามารถทาครีมกันแดด และสวมแว่นกันแดดได้


ระดับ 2 สีเหลือง (3-5) Moderate : ความรุนแรงปานกลาง เริ่มมีผลต่อผิวหนัง ในช่วงแดดเปรี้ยงควรอยู่ในที่ร่ม หากต้องอยู่กลางแจ้ง ควรสวมเสื้อผ้ามิดชิด สวมหมวกปีกกว้าง ทาครีมกันแดด


ระดับ 3 สีส้ม (6-7) High : ความรุนแรงสูง ควรลดเวลาอยู่กลางแจ้งในช่วง 10.00-16.00 น. เนื่องจากเป็นช่วงแดดจัด หากต้องออกแดด ควรสวมเสื้อผ้ามิดชิด สวมหมวกปีกกว้าง ทาครีมกันแดดซ้ำทุก 2 ชั่วโมง


ระดับ 4 สีแดง (8-10) Very High : ความรุนแรงสูงมาก สามารถทำให้ผิวไหม้แดดได้รวดเร็ว และส่งผลกระทบต่อดวงตาได้ ควรป้องกันตัวเองด้วยการลดเวลาอยู่กลางแจ้งในช่วง 10.00-16.00 น. สวมเสื้อผ้ามิดชิด สวมหมวกปีกกว้าง ทาครีมกันแดดซ้ำทุก 2 ชั่วโมงหากต้องเผชิญกับแสงแดด


ระดับ 5 สีม่วง (มากกว่า 11 ขึ้นไป) Extreme : ความรุนแรงสูงจัด ควรหลีกเลี่ยงการออกแดด โดยเฉพาะในช่วงเวลา 10.00-16.00 น. เพราะเป็นอันตรายต่อดวงตาและผิวหนังได้ภายในไม่กี่นาที หากต้องอยู่กลางแจ้ง ควรสวมเสื้อผ้ามิดชิด ใส่หมวกปีกกว้าง สวมแว่นกันแดดชนิดป้องกันรังสียูวี ทาครีมกันแดด SPF มากกว่า 30 และ PA มากกว่า 3+ และไม่ควรอยู่กลางแจ้งนานเกิน 3 ชั่วโมง


ข้อมูลจากโรงพยาบาลสมิติเวช ระบุด้วยว่า ค่าเฉลี่ย UV Index ของไทยอยู่ที่ 11-12 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสีม่วง ที่มีความรุนแรงสูงจัด



วิธีป้องกันรังสี UV

สำหรับมนุษย์เราสามารถเลือกใช้การทาครีมกันแดด สวมเสื้อผ้า หรือแว่นตาเพื่อป้องกันรังสี UV ได้ แต่สำหรับรถหรือเวลาที่คุณอยู่บนรถเราไม่สามารถทาครีมกันแดดให้กับรถได้ อีกทั้งรังสียูวียังทะลุทะลวงเข้ามาทำร้ายคุณถึงภายในรถได้ เรามีวิธีที่จะช่วยป้องกันคุณจากรังสี UV ในกรณีที่ใช้รถได้ดังนี้


1. การป้องกันรังสียูวี ให้คุณในขณะขับรถ แน่นอนว่ารังสียูวี สามารถทะลุเข้ามาในตัวรถได้

แค่ทาครีมกันแดดก็คงไม่พอเมื่อเทียบกับแดดจัดของประเทศไทย คุณสามารถเลือก ฟิล์มกรองแสงที่มีคุณสมบัติกันความร้อนและรังสี UV สูงๆ เพื่อช่วยช่วยลดอาการแสบร้อนผิวหน้า หรือแสบตา จากรังสี UV ได้


2. การป้องกันรังสียูวีให้กับรถของคุณ เมื่อปกป้องตัวเองจากรังสียูวีแล้ว เรายังต้องปกป้อง

สีรถของเราด้วย เพราะรังสียูวีและแสงแดดเป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้สีรถซีดหมอง โดยเฉพาะรถสีขาวอาจจะเหลืองไม่สวยเหมือนใหม่ได้ การเคลือบแก้ว จะช่วยปกป้องสีรถคุณจากแสงแดดและรังสียูวี ทำให้รถสวย เงางามน่ามองไม่ว่าจะเจอแดดจัดแค่ไหน


วิธีง่ายๆ แค่นี้ก็ทำให้คุณปลอดภัยจากรังสียูวีแล้วล่ะค่ะ




รู้แล้วต้องเลี่ยงก่อนสีรถพัง

7 สิ่งใกล้ตัวทำที่ให้สีรถเสียหาย

ไม่ว่าจะเป็นรถเก่าหรือรถใหม่ เจ้าของมักจะใส่เรื่องดูแลรถ โดยเฉพาะสีของตัวรถมากเป็นพิเศษ เพราะรถจะดูเก่าลงหรือยังดูใหม่ไม่เปลี่ยน “สีรถบอกได้” หลายท่านเลือกหา จะล้างรถต้องหาคาร์แคร์ที่ใส่ใจไว้วางใจได้ ไม่ทำให้สีรถเป็นรอย หรือบางท่านล้างรถด้วยตนเอง หาแว็กซ์ หรือเคลือบเงา มาบรรจงขัดดูแลรถของตัวเองให้ใหม่เอี่ยมตลอดเวลา หรือลงทุนเข้าศูนย์ขัดสีเคลือบเงากันเลยทีเดียว แต่สาเหตุของการเสื่อมสภาพของสีรถยนต์นั้นส่วนมากอยู่ใกล้ตัวเรานี่เอง ไม่ว่าจะเป็น


1. แสงแดด

การจอดรถกลางแจ้ง เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำร้ายสีรถและหลีกเลี่ยงได้ยาก ความร้อนของ

แสงแดดจะสะสมในพื้นผิวของตัวรถยนต์ ส่งผลให้สีซีดจางเร็วกว่าปกติ

วิธีแก้ไข : หาผ้ามาคลุมรถลดการสัมผัสของสีรถยนต์กับแสงแดดโดยตรง หรือหามุมจอดที่โดนแดดน้อยที่สุดในแต่ละวัน พยายามลดชั่วโมงการที่รถยนต์ของคุณต้องตากแดดให้น้อยที่สุด


2. ยางไม้

ยางไม้ เป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้สีรถเสื่อมสภาพได้ ยางไม้จะเกาะติดแน่นบนรถ เอาออกยาก และกินสีรถทำให้สีซีดจางลงอย่างรวดเร็ว

วิธีแก้ไข : เช็ดขจัดคราบยางไม้ออกด้วยสารกำจัดน้ำมันดิน จากนั้นล้างรถให้สะอาด และลงแว็กซ์ และควรเลี่ยงการจอดรถใต้ต้นไม้ เพื่อป้องกันไม่ให้ติดคราบยางไม้


3. ฟองน้ำ

ฟองน้ำล้างรถ อาจมีสิ่งสกปรกติดอยู่ เช่น หินกรวดเล็กๆ เมื่อนำมาถูรถยนต์ จึงทำให้เกิดรอยขีดข่วนและสีรถถลอกได้

วิธีแก้ไข : เลือกใช้ฟองน้ำล้างรถที่มีความสะอาด ตรวจสอบให้มั่นใจว่าไม่มีหินหรือทรายติดอยู่หรืออาจนำรถยนต์ไปล้างกับสถานที่รับล้างรถโดยตรง


4. ฝุ่น

ฝุ่น ในที่นี้คือผงคล้ายๆ แป้งที่จะมาเกาะบนสีรถเรา พอเจอความชื้นก็จะกลายเป็นคราบ ถ้าไม่เช็ดออกทันที จะเกาะติดจนเกิดเป็นรอยที่สีด่างที่สีรถยนต์ได้

วิธีแก้ไข : หมั่นทำความสะอาดรถ โดยเช็ดทันทีเมื่อมีคราบฝุ่น หรือจะใช้การขัดสีก็จะออก


5. ขี้นก

ไม่เพียงแต่จะทำให้รถสกปรกเท่านั้น แต่ยังสามารถทิ้งคราบสกปรกติดทนนานบนสีรถด้วย อาหารสุดโปรดของเจ้านกน้อยทั้งหลายสามารถทิ้งคราบที่มีฤทธิ์เป็นกรด ผนวกกับเมล็ดขนาดเล็กที่สามารถทิ้งคราบและรอยขีดข่วนบนรถจนความแวววาวหายไป

วิธีแก้ไข : รีบทำความสะอาดทันที โดยพ่นสเปรย์ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดลงไปเล็กน้อยบนรอยขี้นก และใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ขจัดคราบสกปรก โดยค่อยๆ ใช้ผ้าแตะออกเบาๆ เพื่อป้องกันไม่ให้กรวดเล็กๆ จากขี้นกถูกลากไปมาบนสีรถ


6. แมลง

คราบแมลง เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งศัตรูตัวร้ายของสีรถเลยทีเดียว เพราะเกาะติดแน่นกับสีรถ ทำให้สีรถซีดจาง และหลุดลอกออกได้

วิธีแก้ไข : ทาตรงที่เป็นคราบแมลงด้วยครีมกำจัดคราบเอนกประสงค์ และเช็ดด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์ ทางที่ดีควรระวังอย่าจอดรถบริเวณที่มีแมลงเยอะและหากมีแมลงมาชนรถจนเป็นคราบ ให้รีบเช็ดทำความสะอาดทันที


7. คราบน้ำมัน

คราบน้ำมันเป็นอีกหนึ่งตัวการที่ทำให้สีรถเสื่อมสภาพได้เหมือนกัน หากน้ำมันหกโดนรถ จะฝังแน่นกับสีรถแบบถาวร และทำให้สีรถค่อยๆ เสื่อมสภาพไป

วิธีแก้ไข : เช็ดออกด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์ แล้วค่อยๆ ลูบทำความสะอาดตรงที่น้ำมันหกใส่ทันทีที่พบเห็น


และนี่ก็คือสิ่งใกล้ตัวที่ทำให้สีรถของคุณเสียหาย เสื่อมสภาพไปจากเดิมจึงควรระวังและหลีกเลี่ยงเมื่อทำได้ หากคิดว่าหลีกเลี่ยงได้ยากหรือไม่ค่อยมีเวลาดูแลสีรถเองแล้วจะก็ให้ ทิพย์ ออโต้ ช่วยดูแลรถของคุณผ่านบริการเคลือบแก้วเพื่อยกระดับการดูแลรถยนต์ของคุณให้ดีมากยิ่งขึ้นให้สีรถสวย ใหม่เงางามทำความสะอาดง่ายทำเพียงครั้งเดียวอยู่ได้ยาวๆ 3-5 ปี


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 086-816-6444

ทิพย์ ออโต้ เทคนิค สาขา กาญจนาภิเษก

1659 ทางพิเศษกาญจนาภิเษก แขวง บางแคเหนือ เขต บางแค กรุงเทพมหานคร 10160

ทิพย์ ออโต้ เทคนิค สาขา พระราม 2

1 3,5,7 พระรามที่ 2 แขวง บางมด เขต จอมทอง กรุงเทพมหานคร 10150

วีซัพพลาย (2014) พุทธมณฑลสาย 4

170 หมู่7 ถนน พุทธมณฑลสาย 4 ตำบลกระทุ่มล้ม อำเภอ สามพราน นครปฐม 73220

สามารถติดต่อได้ที่:

ฟิล์มรถยนต์ : 086-816-6444

ฟิล์มอาคาร  : 084-656-4111

  • Facebook
  • Twitter
  • YouTube
  • Instagram

ฝากข้อมูลติดต่อ: