top of page
  • Writer's pictureAdmin

รู้ก่อนเลือก ม่านแบบไหนเหมาะกับบ้านคุณ


“ม่าน” เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ใช้ในการตกแต่งบ้าน นอกจากจะช่วยสร้างบรรยากาศภายในแล้ว ยังมีฟังก์ชันกรองแสงแดดไม่ให้ส่องเข้ามาสู่ภายในบ้านมากเกินไป รวมถึงยังช่วยสร้างความเป็นส่วนตัว หรือแม้กระทั่งมีหน้าที่เป็นฉากกั้นพื้นที่แบบยืดหยุ่น แล้วคุณรู้หรือไม่ว่า ประเภทของม่าน ที่ต่างชนิดกัน สามารถส่งผลต่อความรู้สึกที่เเตกต่างกันได้ด้วย


ม่านแต่ละแบบจะแตกต่างกันอย่างไร แล้วม่านแบบไหนจะเหมาะกับบ้านเรา ทิพย์ ออโต้ มีข้อมูลมาฝากกันค่ะ


ผ้าสำหรับใช้ทำผ้าม่านมีแบบไหนบ้าง?


1. ผ้าม่าน Dimout แบ่งเป็น

ผ้าม่านธรรมดา ลักษณะของเนื้อผ้าม่านที่ใช้ จะเป็นใยผ้าธรรมชาติ เช่น ผ้า Cotton เนื้อผ้าม่านชนิดนี้ จึงมีแสงทะลุผ่านได้ค่อนข้างเยอะ ผ้าม่านแบบธรรมดาจะโดดเด่นด้านลวดลายและสีสันบนตัวผ้า ที่หลากหลายมากกว่าผ้าม่านกันแสงแบบ Dimout แต่ประโยชน์ด้านการกันแสง จะสู้ผ้าม่านแบบกันแสงโดยตรงไม่ได้

ผ้าม่านกันแสง ลักษณะของเนื้อผ้าม่านส่วนใหญ่เป็นผ้าใยสังเคราะห์ เช่น Polyester ปัจจุบันด้วยลักษณะการทอผ้าม่านกันแสงแบบพิเศษที่มีเส้นด้ายสีดำ ทำให้ผ้าม่านกันแสงแบบ Dimout สามารถช่วยกันแสงที่ส่องเข้ามาในห้องได้มากถึง 80-95% (สีของผ้าม่านจะมีผลต่อปริมาณแสงที่ส่องผ่านเข้ามาในห้องโดยตรง) แต่สีของผ้าม่านชนิดนี้ส่วนใหญ่เป็นสีพื้น ด้านลวดลายและลูกเล่นต่างๆ บนตัวผ้าม่านจะมีน้อยกว่าผ้าม่านแบบธรรมดามาก


2. ผ้าม่านกันแสง (Blackout) ลักษณะของเนื้อผ้าม่านกันแสงชนิดนี้ จะมีด้วยกันหลายประเภท ทั้งแบบที่เป็น PVC และแบบผ้าใยสังเคราะห์ผสม สามารถช่วยลดความร้อนและรังสียูวีที่ส่องผ่านเข้ามาในห้องได้แบบ 100% ผ้าม่านกันแสงชนิดนี้ใช้ซับหลังเท่านั้น (เป็นผ้าม่าน 2 ขิ้นแนบติดกัน) นอกจากนี้ผ้าซับหลังบางตัวยังมีคุณสมบัติพิเศษในการป้องกันการลามไฟอีกด้วย


3. ผ้าม่านโปร่ง (Sheer Fabric) ลักษณะของเนื้อผ้าม่านโปร่งที่ใช้ จะเป็นผ้าใยสังเคราะห์ เช่น Polyester เนื้อของผ้าม่านโปร่ง เป็นผ้าเนื้อบาง ช่วยพรางสายตาและเพิ่มความเป็นส่วนตัวจากภายนอก แต่ยังคงเห็นทิวทัศน์จากนอกหน้าต่างได้อย่างไม่อึดอัด ผ้าม่านโปร่งยังช่วยเพิ่มความสวยงาม และทำให้บรรยากาศแสงภายในห้องดูนุ่มนวล สบายตา


แบบผ้าม่านแบ่งได้กี่ชนิด?

หลังจากได้รู้จักกับเนื้อผ้าที่ใช้กันไปแล้ว มาดูในส่วนของแบบผ้าม่านกันบ้าง นอกจากเนื้อผ้า สีสัน หรือลวดลายแล้ว แบบผ้าม่านก็ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะต้องเลือกให้เหมาะกับพื้นที่ เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างเหมาะสม สวยงาม ซึ่งแบบผ้าม่านที่แตกต่างกัน ก็จะให้อารมณ์ของห้องที่แตกต่างกันออกไปด้วย สำหรับแบบผ้าม่านนั้น สามารถแบ่งออก ได้ดังต่อไปนี้


1. ม่านจีบหรือผ้าม่านจับจีบ

ผ้าม่านประเภทนี้มีลักษณะเป็นจีบด้านบน เว้นระยะห่างเท่า ๆกัน เป็นผ้าม่านหลัก ที่สามารถประกอบหรือประยุกต์เป็นม่านอื่นได้หลากหลาย ม่านรูปแบบนี้สามารถเข้ากันได้กับห้องทั่ว ๆ ไปได้แทบจะทุกสไตล์ ลักษณะของม่านจีบ จะมีการจับจีบที่ผ้าม่านด้านบน เป็นจีบ 3 จีบ ทำให้ผ้าม่านมีลอนสวยงาม และสามารถติดผ้าได้ 2 ชั้นคือม่านโปร่งและม่านทึบ หากบานหน้าต่างหรือประตูยิ่งเป็นบานใหญ่และสูง แล้วเลือกติดม่านจีบจะยิ่งทำให้ห้องนั้นดูสวยหรู อลังการ หรือหากต้องการให้ห้องนั้นมีอารมณ์ร่วมสมัย เรียบหรู และดูเรียบร้อย ให้ทำรางม่านซ่อนบนฝ้าเพดานได้


2.ม่านพับ

ม่านพับ จะมีลักษณะพับเป็นชั้นซ้อนทับกัน รูปแบบทันสมัย เรียบหรูเวลาดึงม่านขึ้น ข้อดีของม่านประเภทนี้ความสะอาดง่าย สามารถถอดซักได้ และประหยัดพื้นที่ทำให้นักออกแบบอินทีเรีย นิยมใช้กับห้องหรือออฟฟิศขนาดเล็กที่มีพื้นที่จำกัด


3. ม่านม้วน

ม่านม้วนมีรูปแบบที่ทันสมัย ลักษณะเป็นแกนม้วนสปริงอยู่ด้านบน เป็นผ้าผืนใหญ่ที่สามารถม้วนเก็บได้อย่างมิดชิดเรียบร้อย ทำให้ประหยัดพื้นที่ อีกทั้งยังเป็นม่านที่ไม่เก็บฝุ่น ทำความสะอาดได้ง่าย จึงอยากแนะนำให้คนที่ตกแต่งบ้านสไตล์โมเดิร์น ออฟฟิตสำนักงาน หรือร้านค้าที่ต้องการความเป็นสมัยใหม่เลือกม่านชนิดนี้ไปติดตั้งได้ ซึ่งม่านม้วนก็จะมีให้เลือกอีก 3 แบบด้วยกัน คือ แบบทึบแสง (Blackout) สามารถกันแสงได้ถึง 90-100 % ช่วยสร้างความเป็นส่วนตัวได้มาก แบบกรองแสง (Sunscreen) แสงสามารถส่องผ่านได้บ้าง และตอนกลางวันคนที่อยู่ภายในจะเห็นวิวภายนอกได้ แต่คนภายนอกจะมองไม่เห็นภายใน ส่วนในเวลากลางคืนจะตรงกันข้ามกัน แบบสุดท้ายแบบโปร่งแสง (Dimout) แสงผ่านได้ แต่ทั้งภายในและภายนอกจะไม่สามารถมองเห็นกันได้


4. ม่านหูกระเช้า

ม่านรูปแบบนี้จะให้อารมณ์เก๋ ๆ สนุกสนาน เป็นกันเอง จึงเหมาะกับห้องนั่งเล่นหรือห้องนอน แต่ไม่เหมาะที่จะเลือกใช้กับห้องหรือสถานที่ที่เป็นทางการ จุดเด่นของม่านหูกระเช้า คือ หูแขวนรางม่าน จะให้อารมณ์น่ารัก และเก๋ ม่านหูกระเช้าเป็นม่านรูปแบบเดียวที่ใช้ผ้าเป็นตัวคล้องรางแทนห่วงม่าน เวลารูดเปิด-ปิดผ้าม่านอาจไม่ค่อยคล่องเหมือนรางชนิดอื่น เพราะผ้าที่เป็นหูแขวนสัมผัสกับรางม่านโดยตรง จะทำให้มีความฝืด แต่ก็ถอดซักได้ง่าย


5. ม่านตาไก่

ลักษณะของม่านประเภทนี้ มีลักษณะเป็นลอน เรียบง่าย จะโชว์รางม่านชัดเจน โดยสามารถเลือกแบบรางม่านและหัวรางให้เข้ากับสไตล์ของห้องได้ มีรูปแบบทันสมัยไม่ตกยุค ติดตั้งง่าย น้ำหนักเบา ส่วนผ้าม่านที่ได้จากการสอดผ่านห่วงตาไก่ จะได้ลอนที่ดูพริ้วไหว สวยงาม เพิ่มมิติให้ห้องดูมีเสน่ห์มากขึ้น


6. ม่านลอน

ลักษณะของม่านลอน ผสมผสานระหว่างม่านตาไก่ และม่านจีบเข้าไว้ด้วยกัน โดยลักษณะของผ้าจะเป็นลอนพับไปมา คล้ายม่านตาไก่ แต่ไม่มีการเจาะห่วงที่ด้านบนผ้าม่าน จะถูกล็อคผ้าม่านให้เป็นลอนคล้ายม่านจีบแทน ม่านรูปแบบนี้เหมาะกับการตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอล การจัดบ้านแบบเรียบง่าย สบาย ๆ แต่ยังคงเรียบหรูและดูดี ไม่เบื่อง่าย เนื่องจากบริเวณหัวผ้าม่านจะไม่มีการจับจีบ และปล่อยหัวผ้าม่านให้เป็นลอนโค้งอิสระไปจนสุดปลายผ้า จึงดูเป็นระเบียบเรียบร้อย สบายตา และทำให้รู้สึกผ่อนคลาย


7.ม่านประเภทมู่ลี่

มีทั้งแบบที่เป็นไม้ และอลูมิเนียม แต่ใน 2 แบบนี้ ก็จะมีชนิดของไม้และอลูมิเนียมให้เลือกตามความต้องการอีก ซึ่งแบบไม้จะให้ความรู้สึกอบอุ่น ส่วนแบบอลูมิเนียมจะให้ความรู้สึกโมเดิร์นกว่า ในเรื่องของคุณสมบัติ มู่ลี่แตกต่างจากม่านแบบอื่น ๆ คือ สามารถปรับแสง โดยการปรับบานเข้าหรือออก เพื่อให้ได้ทิศทางหรือขนาดช่องแสงตามต้องการ นิยมใช้ในบริเวณที่ไม่สามารถใช้ผ้าม่านได้ เช่น ห้องน้ำโซนเปียก และห้องครัวที่ต้องมีคราบน้ำมัน เพราะสามารถทำความสะอาดได้ง่าย และไม่ต้องกังวลเรื่องความเปียกชื้น หรือหากใครจะเลือกมู่ลี่ไปตกแต่งห้องอื่น ๆ ก็สามารถทำได้ มู่ลี่จะให้กลิ่นอายความเป็นเอเชียและความโมเดิร์นผสมผสานกันอยู่อย่างลงตัว รับรองว่าบ้านคุณจะดูดี มีสไตล์แน่นอน

1,044 views0 comments

Comments


bottom of page